http://www.webwatklang.com
Engine by iGetWeb.com 
หน้าแรก บทความ ประชาสัมพันธ์ เว็บบอร์ด รวมภาพ ติดต่อวัด  English
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   
วัดกลางคลองตะเคียน
Wat Klang Klong Takien
เกร็ดพระศาสนา
กบนอกกะลา
กิตติกรรมประกาศ
กล่องเก็บสมบัติเก่า




  เกร็ดพระศาสนา > ทำบุญ อุทิศส่วนกุศล

 ทำบุญ อุทิศส่วนกุศล

ทำบุญ อุทิศส่วนกุศล

พระมหานัธนิติ สุมฺโน

บทความดังกล่าวได้เผยแพร่ทางเว็บไซด์สายลมแห่งปัญญาhttp://dhamweb.exteen.com/20081213/entry

ในระหว่างวันที่ 9-13 ธันวาคม 2551

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง


"วันนี้นะคะ ไปทำสังฆทานมา แต่ด้วยความที่ข้างวัดก็เปิดเพลงเสียดัง พระท่านก็ชราแล้ว เสียงค่อนข้างเบา ฟังไม่ค่อยถนัดค่ะ เลยดำน้ำมั่วไปหลายคำ บุญจะไปถึงเจ้ากรรมนายเวรไหมคะนี่" คำถามนี้เป็นคำถามที่คิดว่าหลาย ๆ ท่านคงจะสงสัย

เรื่องของการอุทิศส่วนกุศล แล้วถึงเจ้ากรรมนายเวรหรือไม่นี้ มีเหตุปัจจัยหลาย ๆ ประการด้วยกัน


ประการแรกคือมี กุศล ที่จะอุทิศ เหมือนจะให้อะไรใคร ต้องมีของที่จะให้ก่อน ถูกไหมครับ ทีนี้กุศล หรือบุญกุศล จะเกิดได้อย่างไร จากการถวายสังฆทานเท่านั้นหรือ

 

บุญเกิดได้ ๓ ทาง ที่เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประกอบด้วย ทาน ศีล และ ภาวนา


ทาน แปลว่า การให้ ยังแบ่งย่อยได้อีกเป็น อามิสทาน ให้สิ่งของ อภัยทาน การให้อภัย และ ธรรมทาน การให้ธรรมะ

ทีนี้บุญที่เกิดจากการให้จะมาก น้อย ต่างกันด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. สิ่งที่ให้นั้น ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ และมีประโยชน์กับผู้รับ
2. เจตนาของผู้ให้ เป็นเจตนาดีทั้งเวลาก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ไปแล้ว
3. คุณของผู้รับ ผู้รับยิ่งมีคุณมาก ยิ่งได้บุญมาก
4. ปัจจัยที่พิเศษอย่างยิ่งยวด คือ ผู้รับพึ่งออกจากนิโรธสมาบัติ


ข้อ ๑ - ๓ ดูจะไม่ยากเท่าไร ถือว่าเป็นข้อมาตรฐานครับ ส่วนข้อ ๔ นั้น ยากหน่อย แต่ถ้าหาผู้รับพิเศษอย่างที่ว่าได้ (ผู้ที่จะเข้านิโรธสมาบัติได้มีเฉพาะ พระอรหันต์ และพระอนาคามีเท่านั้น) ปรารถนาจะเป็นเศรษฐี หรือ เป็นกษัตริย์ ก็จะได้เป็นภายในวันที่ถวายทานทีเดียว

ในบรรดาทานทั้ง ๓ ประการ พระศาสดาตรัสว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ การให้ธรรมะ ย่อมชนะการให้ทั้งปวง


 

ศีลหมายถึงการรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย โดยเจตนาเว้นจากการประพฤติชั่วทางกายและวาจา 

 ภาวนาหมายเอาการทำสมาธิและปัญญาให้เกิดขึ้นในเรา

ศีล แปลว่า ปกติ แปลว่า เย็น หมายถึงการรักษากาย และวาจา ให้เรียบร้อย โดยเจตนาเว้นจากการประพฤติชั่วทางกายและวาจา ระดับขั้นของศีลแบ่งได้หลายแบบ เช่น แบ่งตามจำนวน ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ หรือว่าแบ่งตามวิธีการรักษา ที่จะยกมาอธิบาย

แบ่งศีลตามวิธีการรักษา หรือตามเจตนา ได้

  1. เจตนาเว้นเฉพาะหน้า ชนิดไม่ได้สมาทาน ไม่ได้รับศีล อย่างเช่น ยุงมากัดเรา เราเกิดเจตนาไม่อยากฆ่ามันขึ้นมาในขณะนั้น จึงไว้ชีวิตมัน
  2. ศีลที่สมาทาน อย่างเวลารับศีล ๕ จากพระ หรือสมาทานเองว่า วันนี้เราจะไม่ผิดศีล ๕ คือได้ตั้งใจไว้ล่วงหน้า
  3. การเว้นอย่างเด็ดขาด ข้อนี้ทำได้ต้องเป็นพระโสดาบันขึ้นไป เว้นจากการผิดศีล 100 %

ภาวนา แปลว่า เจริญ คือ ทำให้มี ให้เป็น ให้เกิดขึ้น หมายเอาการทำให้สมาธิ และปัญญา เกิดขึ้นในเรา สามารถแบ่งได้เป็น ๒ คือ

  1. สมถภาวนา การทำให้สมาธิเกิดขึ้น (สมาธิ คือ การที่จิตมีอารมณ์อันเป็นกุศลเป็นที่ยึดเหนี่ยวอย่างแน่วแน่เพียงอารมณ์เดียว)
  2. วิปัสสนาภาวนา การทำปัญญาเห็นแจ้งให้เกิดขึ้น (เห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริงว่า สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา)

ทาน ศีล ภาวนา หรือ แยกเป็น ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าจะตีค่าเป็นบุญแ้ล้วละก็ ได้บุญเรียงลำดับจากน้อยไปมาก ดังนี้


ทาน < ศีล < สมาธิ < ปัญญา


อ๊ะ อย่าพึ่งคิดว่า อย่างนั้น เราข้ามทาน ศีล สมาธิ ไปเลย ไปเจริญปัญญาทีเดียวเลย ทั้งหมดนั้นเป็นบาท เป็นฐาน เกื้อกูลกันครับ ไม่มีสมาธิ ปัญญาก็ไม่เกิด ไม่มีศีล สมาธิก็ไม่เกิด ไม่เคยให้ทานละความตระหนี่ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ไม่เกิด

 

เปรตคือผู้ที่จะรับส่วนบุญที่เราอุทิศให้

 

 

ในตอนนี้จะกล่าวถึง ผู้รับส่วนบุญ ว่าใครหนอจะสามารถได้รับส่วนบุญที่เราอุทิศให้

ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากส่วนบุญเต็ม ๆ เลยคือ เปรต [มาจากภาษาบาลีว่า เปจฺจ แปลว่า ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว] เพราะเป็นเรื่องของอาหารครับ สัตว์แต่ละชนิดมีอาหารที่แตกต่างกัน คน ทานข้าว วัว ควาย กิน หญ้า ปลา กิน ลูกน้ำ สัตว์นรก กิน กรรมชั่ว เทวดา กิน กรรมดี แต่เปรต กิน ส่วนบุญ เป็นอาหาร

เคยอนุโมทนา คือ มีความยินดี ที่คนอื่น ๆ ทำบุญกันหรือไม่ ใครที่เคยจะรู้ว่า ใจเรานั้นเป็นสุข สว่างขึ้นมาแว่บหนึ่ง แต่ไม่อิ่มเหมือนทานข้าว หรือ ว่าทำบุญใหญ่ ๆ เองก็ตาม อาการปีติ อิ่มเอิบ อิ่มบุญ อาจทำให้เราทานข้าวไม่ลงชั่วขณะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ต้องทานข้าวอยู่ดี เพราะว่าอาหารของคนเราไม่ใช่บุญ

แต่เปรตที่ได้รับส่วนบุญที่ญาติอุทิศให้นั้น จะอิ่มเหมือนเรากินข้าว ยิ่งบุญมาก อาจไม่ต้องกินอะไรไปอีกนาน หรือพ้นจากความเป็นเปรต แุถมได้กลายเป็นเทวดาด้วย ลองหาอ่านเรื่อง เปรตญาติพระเจ้าพิมพิสารดูใน google ก็ได้มีเยอะไปครับ

แต่ไม่ใช่ว่าเปรตทุกตนมีส่วนบุญเป็นอาหารครับ เปรตนั้นมีหลายจำพวก แต่ละพวกมีอาหารต่าง ๆ กันไป บ้างกินเสมหะ บ้างกินคูถ (อุจจาระ) มีเปรตจำพวกเดียวที่กินส่วนบุญ พวกนี้เรียกว่า ปรทัตตูปชีวีเปรต แปลว่า เปรตผู้เข้าไปเป็นอยู่ด้วยส่วนบุญอันผู้อื่นอุทิศให้แล้ว

นอกจากนั้นเปรตที่เราอุทิศส่วนบุญให้ ไม่ใช่ว่าจะได้รับเลย แต่เปรตเหล่านั้น ต้องมีใจยินดี คืออนุโมทนากับบุญที่ส่งไปด้วยถึงจะได้รับส่วนบุญนั้น ๆ

ถึงตอนนี้คงสงสัยว่า แล้วบุญที่เราอุทิศไปนั้นจะถึงแก่ญาติของเราหรือ? หรือว่า เราจะมีญาติเป็นเปรตหรือ?

ตอบว่า ต้องมีบ้างละครับ ตลอดวัฏฏสงสารอันยาวนานแสนนานนี้ ญาติเรามีมากมายมหาศาล ญาติที่เรารู้จักในชาตินี้เป็นเสี้ยวเล็ก ๆ เสี้ยวเดียวเท่านั้นเอง ส่วนญาติ หรือผู้ที่เคยเป็นญาติกันนั้นมากมายนับไม่ถ้วน ประมาณว่าคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กัน อย่างท่าน ๆ ที่อ่านเอ็นทรี่นี้อยู่ กับข้าพเจ้าเอง ต้องเคยเป็นญาติกันมาในชาติใดชาติหนึ่งแน่ ๆ (คิดต่อออกไปอีกนิด จะเห็นว่าคนทุกคนบนโลก มีสิทธิ์เป็นญาติกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครก็ตาม แล้วเราจะทะเลาะกันไปทำไม) ในบรรดาญาติมากมายต้องมีบ้างที่พลาดพลั้งกลายเป็นเปรต ดังนั้นการอุทิศส่วนบุญไปให้ญาติ ๆ ย่อมไม่สูญเปล่าแน่ ๆ


แต่ถ้าบังเอิญสุด ๆ ไม่มีญาติเป็นเปรตเลย บุญก็ไม่หายไปไหนครับ ไม่เหมือนไปรษณีย์ ที่ส่งไปไม่มีผู้รับ อาจจะไม่ตีกลับและสูญหายได้ บุญที่ไม่มีผู้รับ จะย้อนกลับมาหาเราเอง พร้อมด้วยบุญพิเศษที่เกิดจากการให้ส่วนบุญกับผู้อื่น ที่เรียกว่า ปัตติทานมัย กำไรอีกต่างหาก คุ้มทั้งขึ้นทั้งล่อง และแม้จะมีผู้รับ บุญที่เราทำก็ยังเกิดมีแก่เรา ส่วนที่ส่งไป เป็น copy, copy(1), copy(2)....เหมือนส่ง email ครับ file ต้นฉบับก็ยังคงอยู่ใน Harddisk ไม่หายไปไหน และแน่นอน ได้ปัตติทานมัยเพิ่มด้วยเหมือนกัน

แถมเรื่องเปรตอีกนิด เปรตนั้นมีความหิวโหยอยู่เป็นนิตย์ เพราะกรรมชั่วหนักไปในทางความโลภ เรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยังไม่ตาย ถ้ามีความโลภ อยากได้ขึ้นมาเมื่อไร ลองดูตัวเองนะครับ ว่าหิวโหย โหยหา ไขว่คว้า ไม่อิ่ม ไม่พอ อาการเหล่านี้ มันเปรตเดินดินชัด ๆ



การอธิษฐาน ตั้งใจอุทิศส่วนกุศล อย่าสักแต่ว่ารินน้ำ ต้องตั้งใจด้วย ใจเป็นประธาน จะถึงหรือไม่อยู่ที่ใจนี่เอง


ตอนนี้มาถึงเรื่องของการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลกันบ้าง พุทธศาสนิกชนคงทราบกันดีว่าเราอุทิศส่วนกุศลด้วยการ กรวดน้ำ หรือ ตรวจน้ำ


ที่มาของการกรวดน้ำนี้มีปรากฏในพุทธประวัติ เริ่มที่พระเจ้าพิมพิสาร พระราชาแห่งเมืองพาราณสีแคว้นมคธ พระองค์ทำบุญใหญ่ แต่ไม่ได้อุทิศส่วนกุศล ตกกลางคืนบรรดาญาติ ๆ ของพระองค์ที่เป็นเปรต ได้มาส่งเสียงโหยหวลชวนสยอง คือมาขอส่วนบุญนั่นเอง


พระเจ้าพิมพิสารได้ทูลถามพระศาสดาถึงเหตุดังกล่าว พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่าเปรตเหล่านั้นเป็นญาติแต่ปางก่อน ของพระเจ้าพิมพิสาร ที่ต้องเป็นเปรตเพราะในชาติที่พระเจ้าพิมพิสารเป็นอำมาตย์มีหน้าที่ถวายทานแทนพระราชา ญาติ ๆ เหล่านั้น ได้ทำการโกงเงินค่าอาหารทำบุญบ้าง ได้นำอาหารที่เตรียมไว้ทำบุญมาทานกันก่อนบ้าง ตายไปแล้วชดใช้กรรมในนรกเรียบร้อย เหลือเศษ ๆ กรรม ทำให้ต้องกลายเป็นเปรตหิวโหยอยู่เป็นเวลานานแสนนาน พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ได้ทรงรับสั่งแก่เปรตเหล่านั้นว่า หลังจากเวลาผ่านไปนานแสนนานจะได้รับส่วนบุญจากการทำบุญของพระเจ้าพิมพิสาร


แต่เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ทำบุญ แต่ไม่ได้อุทิศส่วนกุศล เปรตเหล่านั้นจึงไม่ได้รับส่วนบุญ และได้มาร้องขอส่วนบุญ พระศาสดาทรงรับสั่งให้พระเจ้าพิมพิสารถวายทานและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ด้วยการตั้งจิตภาวนาว่า

 

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ
ขอผลแห่งบุญนี้จงมีแก่ญาติ ๆ ทั้งหลาย


สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอให้ญาติ ๆ ทั้งหลาย เป็นผู้มีความสุขเถิด


พระเจ้าพิมพิสารถวายอาหาร ทำให้ญาติ ๆ พ้นจากความหิวโหย ถวายผ้าจีวร ทำให้ญาติ ๆ มีเสื้อผ้าอันวิจิตรสวมใส่ ถวายกุฏิวิหาร ทำให้ญาติ ๆ มีวิมานเป็นที่อยู่อาศัย พ้นจากความเป็นเปรต ไปเป็นเทวดาในทันที


ด้วยเรื่องนี้เองจึงมีคำกล่าวว่า "ทำบุญอย่าลืมอธิษฐาน ทำทานอย่าลืมกรวดน้ำ" มิเช่นนั้น ญาติ ๆ มาทวงส่วนบุญไม่รู้ด้วยครับ

flash back กลับมาสมัยปัจจุบัน การกรวดน้ำที่เราคุ้นเคยกันคือหลังจากทำบุญแล้ว พระจะให้กรวดน้ำ โดยสวดมนต์บทหนึ่ง ที่เรียกว่าอนุโมทนาวิธี คือ บท ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เป็นต้น


แปลว่าอย่างนี้ครับ


ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง
ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ ฉันใด

เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ
ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้,
ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น

อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง
ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว

ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ
จงสำเร็จโดยฉับพลัน

สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา
ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่

จันโท ปัณณะระโส ยะถา
เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ

มะณิ โชติระโส ยะถา
เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี ฯ


ในการปฏิบัติให้ถูกต้อง คือเริ่มรินน้ำ เมื่อพระท่านขึ้น ยะถา และรินน้ำให้หมดทันทีเมื่อ ถึง มะณิ โชติระโส ยะถา ไม่ต้องเอานิ้วรองน้ำ ปล่อยให้ไหลเป็นสายระริน ระริน พยายามให้สายน้ำขาดน้อยที่สุด (ขาดบ้างก็ไม่เป็นไร)

ที่สำคัญคือการอธิษฐาน ตั้งใจอุทิศส่วนกุศล เน้นเลยครับ อย่าสักแต่ว่ารินน้ำ ต้องตั้งใจด้วย ใจเป็นประธาน เป็นหัวหน้า จะถึงหรือไม่อยู่ที่ใจนี่เอง


จบบทยะถา พระจะเริ่มบทให้พรว่า สัพพีติโย วิวัชชันตุ เป็นต้นแปลรวมเลยแล้วกัน แปลว่า


"ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป โรคทั้งปวงของท่านจงหาย อันตรายทั้งปวง จงอย่ามีแก่ท่านท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน ธรรม 4 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติไหว้กราบ มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์"


ตอนนี้ให้พนมมือรับพรไปจนจบ บทเหล่านี้สำหรับคนเป็น จำไว้ว่า "ยะถาให้ผี สัพพีให้คน" ก็ได้ จำอย่างนี้ง่ายดี

สรุปเลยว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจ ถ้าทำบุญกับพระ แล้วพระท่าน ยะถาฯ สัพพีฯ ให้ ก็ใช้ได้ ถ้าทำบุญอื่น ๆ ไม่ได้ทำกับพระ หรือว่า พระท่านไม่ได้ ยะถาฯ สัพพีฯ (เช่นใส่บาตร ท่านเวลาไม่พอหรอกครับ) ก็ให้ใช้วิธีพระเจ้าพิมพิสาร

ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ ฉันใด เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้, ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้วได้ ฉันนั้น

 

ย้อนกลับมาที่คำถามต้นเหตุของซีรี่ย์ทำบุญ อุทิศส่วนกุศล ที่ว่า

"วันนี้นะคะ ไปทำสังฆทานมา แต่ด้วยความที่ข้างวัดก็เปิดเพลงเสียดัง พระท่านก็ชราแล้ว เสียงค่อนข้างเบา ฟังไม่ค่อยถนัดค่ะ เลยดำน้ำมั่วไปหลายคำ บุญจะไปถึงเจ้ากรรมนายเวรไหมคะนี่"

ขอตอบด้วยการถามกลับว่า "ขณะที่ทำบุญและอุทิศส่วนกุศลนั้นเอง ถ้าตัดรายละเอียดปลีกย่อยออกทั้งหมด ดูเฉพาะใจอย่างเดียว ใจเป็นบุญไหม ? และตั้งใจอุทิศส่วนบุญนั้นไหม ?" ตอบตัวเองดูครับ


บุญรักษาครับ

 


คติธรรมและคำคม

การอธิษฐาน ตั้งใจอุทิศส่วนกุศล อย่าสักแต่ว่ารินน้ำ ต้องตั้งใจด้วย ใจเป็นประธาน จะถึงหรือไม่อยู่ที่ใจนี่เอง

 


กิตติกรรมประกาศ

ขอชื่นชมบทความดี ๆ ที่พระมหานัธนิติ สุมฺโนได้นิพนธ์ขึ้น ที่ช่วยทำให้เข้าใจเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และการรักษาใจให้บริสุทธิ์ ด้วยการรักษาศีล เจริญสมาธิและภาวนา พร้อมกันนี้ขอขอบพระคุณที่อนุญาตให้นำบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ที่เว็บไซด์วัดกลางคลองตะเคียน สำหรับท่านที่สนใจผลงานธรรมของพระมหานัธนิติ โปรดติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ http://mahaoath.weebly.com/index.html


 ความคิดเห็นที่ 1 06/07/2009 15:52  
ข้อความ : 
ถ้าตั้งใจไปทำบุญกรวดน้ำให้มารดาที่ล่วงลับไปแล้วแต่ไม่มีน้ำกรวดสามารถพูดโดยไม่มีน้ำเป็นสื่อได้หรือไม่
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
เปรี้ยว

 ความคิดเห็นที่ 2 06/07/2009 17:11  
ข้อความ : 
สวัสดีค่ะคุณเปรี้ยว ได้ไปนิมนต์ท่านเจ้าของบทความมาช่วยให้ความกระจ่างแล้วค่ะ เดี๋ยวคงได้คำตอบค่ะ และทางเว็บไซด์วัดกลางยินดีต้อนรับนะคะ
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
The Magician

 ความคิดเห็นที่ 3 06/07/2009 20:13  
ข้อความ : 
ได้ครับ สบายมาก
ลิงค์ : 
http://mahaoath.com/home
ผู้ตอบ : 
mahaoath

 ความคิดเห็นที่ 4 06/07/2009 20:13  
ข้อความ : 
ได้ครับ สบายมาก
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
mahaoath

 ความคิดเห็นที่ 5 06/07/2009 20:14  
ข้อความ : 
ได้ครับ สบายมาก
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
mahaoath

 ความคิดเห็นที่ 6 06/07/2009 23:19  
ข้อความ : 
ได้ครับ สบายมาก
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
mahaoath

 ความคิดเห็นที่ 7 06/07/2009 23:20  
ข้อความ : 
ได้ครับ สบายมาก
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
mahaoath

 ความคิดเห็นที่ 8 07/07/2009 13:36  
ข้อความ : 
ได้ครับ สบายมาก
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
mahaoath

 ความคิดเห็นที่ 9 07/07/2009 13:39  
ข้อความ : 
ได้ครับ
ลิงค์ : 
ผู้ตอบ : 
mahaoath


Webboard แสดงความคิดเห็น
ชื่อ :  *
สถานะ :   
ลิงค์ : 
อีเมล์ : 
 
รหัสยืนยัน :  *
หมายเหตุ :  กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง
 
 
 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 19/09/2008
ปรับปรุง 08/01/2010
สถิติผู้เข้าชม103,643
Page Views138,911
« February 2010»
SMTWTFS
  1 2 3 4 5 6
 7 89 10 11 12 13
 14 15 16 17 18 19 20
 21 22 23 24 25 26 27
 28      
 หน้าแรก  บทความ  เว็บบอร์ด  รวมรูปภาพ โดย mahaoath.com
By วัดกลางคลองตะเคียน อยุธยา.
Copyright 2005-2009 All rights reserved.